วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิทยาศาสตร์การกีฬา

วิทยาศาสตร์การกีฬา คือ กระบวนการในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของนักกีฬาให้ก้าวไปสู่ความพร้อมและความสมบูรณ์สูงสุด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจและเทคนิคทักษะกีฬาในช่วงการแข่งขันตลอดจนพัฒนาไปสู่ความสามารถสูงสุดแต่ละบุคคลอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วยองค์รวมของศาสตร์สาขาต่างๆ ดังต่อไปนี้   
1. กายวิภาคศาสตร์
กายวิภาคศาสตร์คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกาย ที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างสัดส่วนของร่างกายนักกีฬาแต่ละคน ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ หัวใจ ปอด หลอดเลือด เม็ดเลือดแดง เซลล์ประสาท เป็นต้น
2. สรีรวิทยา
สรีรวิทยา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานหรือการทำหน้าที่ของอวัยวะระบบต่างๆของร่างกายซึ่งสามารถกระตุ้นและพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้น ได้ด้วยระบบการฝึกที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเภทกีฬาและนักกีฬาแต่ละบุคคล เช่น ความสามารถในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ความอดทนของระบบหายใจและไหลเวียนเลือดและระบบพลังงานที่ใช้ในการแข่งขัน แต่ละประเภทกีฬา เป็นต้น รวมทั้งสาเหตุที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย
3. ชีวกลศาสตร์
ชีวกลศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น และข้อต่อ เพื่อนำไปสู่การใช้แรง ในการเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติทักษะ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในแต่ละชนิดหรือประเภทกีฬา ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องทางด้านเทคนิคทักษะกีฬาแต่ละบุคคลได้อย่างกลมกลืนกับระดับความสามารถที่เป็นจริงของนักกีฬาผู้นั้นมิใช้ต้องทำตามหรือเลียนแบบแช้มป์ โดยที่มิได้เรียนรู้สภาพพื้นฐาน การฝึกซ้อมและความแตกต่างของร่างกายในแต่ละบุคคล
4. ทักษะและการฝึกซ้อมกีฬา
ทักษะและการฝึกซ้อมกีฬา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้หลักการในการในการกำหนดความหนักเบา รูปแบบวิธีการฝึก เข้าไว้ในโปรแกรมการฝึกซ้อมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละบุคคล โดยจะต้องพิจารณาและคำนึงถึงอายุ เพศ วัย ประสบการณ์ ความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งระบบพลังงานสมรรถภาพทางกาย เฉพาะประเภทกีฬา ความสามารถในการเรียนรู้รับรู้ของนักกีฬาแต่ละบุคคล เพื่อนำไปสู่การวางแผนการฝึกซ้อมในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละบุคคล
5. โภชนาการทางการกีฬา
โภชนาการทางกีฬา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณค่าของอาหารแต่ละชนิด และรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ได้สัดส่วนทั้งในด้านปริมาตร และคุณภาพในแต่ละช่วงของการฝึกซ้อมและแข่งขันซึ่งจะมีผลต่อการใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวการเก็บสำรองพลังงานไว้ในกล้ามเนื้อ การชดเชยพลังงานในระหว่างการฝึกซ้อมและแข่งขันและภายหลังการฝึกซ้อมแข่งขันซึ่งจะช่วยเสริมโครงร่างและความสามารถของร่างกายให้คงสภาพแข่งแกร่งยิ่งขึ้น
6. จิตวิทยาการกีฬา
จิตวิทยาการกีฬา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดการควบคุมทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะกีฬารวมถึงการตัดสินใจในแต่ละสถาณการณ์ ของการฝึกซ้อมและแข่งขันได้อย่างถูกต้องเป็นผลดีต่อเกมส์การแข่งขันและการแสดงออกซึ่งทักษะและความสามารถของนักกีฬาได้อย่างสอดคล้อง สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
7. เวชศาสตร์การกีฬา
เวชศาสตร์การกีฬา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟู สภาพร่างกายให้กับนักกีฬาทั้งในสภาวะปกติและในระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อช่วยเสริมให้สมรรถภาพทางกายอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะใช้งานได้ดีที่สุด
8. เทคโนโลยีทางการกีฬา
เทคโนโลยีทางการกีฬา คือ ศาสตร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประดิษฐ์การใช้เครื่งมือและอุปกรณ์ช่วยสนับสนุนในการพัฒนาส่งเสริมตลอดจนการแก้ไขปัญหา ข้อบกพร่องให้กับนักกีฬาเพื่อเพิ่ม
ศักยภาพและประสิทธิภาพให้กับผู้ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬารวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวทางด้านเทคนิกทักษะ การประเมินผลและรายงานผลการแข่งขันที่เป็นประโยชน์ถูกต้องรวดเร็วให้กับผู้ฝึกสอนกีฬา นักกีฬา และผู้ชม

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อุบัติเหตุจากการได้รับสารพิษ และการป้องกัน

อุบัติเหตุจากการได้รับสารพิษ และการป้องกัน
     สารพิษ หมายถึงสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย หรือสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แม้เพียงจำนวนเล็กน้อย ก็ทำให้เกิดอันตราย ต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เป็นผลให้เกิดความเสียหาย หรือถึงแก่ความตายได้
     สารมีพิษที่บุคคลในบ้าน อาจได้รับอันตราย ได้แก่ ยาฆ่าแมลง ยารักษาโรคทุกชนิด ยาปราบศัตรูพืช น้ำด่าง น้ำกรด สารที่ใช้ทำความสะอาดต่างๆ แอลกอฮอล์ สีทาบ้าน น้ำมันเบนซิน เชื้อเพลิงเหลวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร และพืชพันที่ปนเปื้อนด้วยสารมีพิษ
     การเข้าสู่ร่างกายของสารมีพิษ

      สารมีพิษเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ดังนี้
1.      ทางปาก ได้แก่ การกินเข้าไป
2.      ทางจมูก ได้แก่ การหายใจเอาสารที่ระเหยได้อุณหภูมิปกติ หรือการหายใจเอาฝุ่นละอองของโลหะต่างๆ
3.      ทางผิวหนัง ได้แก่ การสัมผัสสารมีพิษทางผิวหนัง หรือการฉีดสารมีพิษเข้ากล้ามหรือเส้นเลือด เช่น ยาเสพติด
    สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากสารมีพิษ  อุบัติเหตุจากสารพิษอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ ดังนี้

     1. ความประมาณ ความประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดการหยิบของผิด เช่น หยิบยาผิด
     2. ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อุบัติเหตุอาจเกิดจากความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
     3. การจัดสารเคมีหรือสารมีพิษต่างๆ โดยขาดความเป็นระเบียบ รอบคอบ เช่น การเก็บรวมกับของกิน หรือเก็บไว้ใกล้มือเด็ก ไม่มีฉลากปิดชื่อและวิธีการใช้สารเคมีนั้นๆ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
วิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษ  การป้องกันอันตรายจากสารมีพิษนั้น ควรปฏิบัติดังนี้

     1. ก่อนใช้ยาและสารเคมี ควรอ่านฉลาก และวิธีการใช้ให้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้วปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด
     2. ไม่ควรหยิบยาหรือสารเคมีมาใช้ ขณะที่เมาสุรา
ศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับอันตรายและวิธีป้องกันอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารมีพิษ

     3. เก็บสารมีพิษไว้ในตู้อย่างมิดชิด พ้นมือเด็ก และปิดฉลากชื่อและวิธีการใช้สารมีพิษเหล่านั้นด้วย
     4. การใช้ยากันยุง ถ้าจำเป็นควรใช้การระบายอากาศดี หรือใช้ขณะที่ไม่มีคนอยู่ในห้อง
     วิธีปฏิบัติเมื่อถูกสารมีพิษ
1.      เมื่อสารมีพิษเข้าทางปาก
1.1   ควรทำให้อาเจียน โดยให้น้ำอุ่นมากๆ หรือล้วงคอ แต่ถ้ากินกรดหรือด่างห้ามให้อาเจียน ถ้าทราบว่ากินกรดเข้าไปให้กินน้ำสบู่อ่อนๆ แต่ถ้าทราบว่ากินด่างเข้าไปให้กินน้ำส้มคั้นหรือน้ำส้มสายชูอ่อนๆ แล้วรีบส่งแพทย์
1.2   รีบให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
1.3   ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้ช่วยเป่าลมเข้าทางปากหรือจมูก แล้วนำส่งโรงพยาบาลถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัว ให้รีบทำให้อาเจียน
2.      เมื่อสารมีพิษเข้าทางจมูก
2.1   ควรนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารพิษ
2.2   ช่วยให้ผู้ป่วยหายใจสะดวก และเป่าลมเข้าทางปากหรือจมูก
2.3   ให้ยาดมฉุนๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการหายใจ
3.      เมื่อสารมีพิษเข้าทางผิวหนัง
3.1   ควรรีบล้างน้ำสะอาดให้มากๆ
3.2   หากถูกกรดต้องล้างด้วยน้ำสะอาดมากๆ แล้วล้างด้วยสารละลายอิ่มตัวของโซเดียมไบคาร์บอเนต
3.3   หากถูกด่างต้องล้างด้วยน้ำสะอาดมากๆ แล้วล้างด้วยสารลายกรดน้ำส้ม
3.4   หากกรดหรือด่างเข้าตา ต้องรีบล้างด้วยนำสะอาดและลืมตาในน้ำสะอาดนานๆ แล้วรีบส่งแพทย์
2.2 อุบัติเหตุจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และการป้องกัน
     การตายจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีประมาณ 1 ใน 5 ของอุบัติเหตุที่เกิดภายในครัวเรือน ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ มีผลให้บุคคลได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลพุพอง ปวดแสบปวดร้อน ร่างกายทุกข์ทรมาน อันตรายถึงกับเสียชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินด้วย โดยอันตรายที่เกิดขึ้นแท้จริง มิได้เกิดจากเปลวไฟ แต่เกิดจาก “ควันไฟ” ประมาณกันว่าร้อยละ 80 ของคนที่ติดอยู่ในกองเพลิงเสียชีวิต จากการสำลักควันไฟก่อน จะถูกเปลวไฟเผาไหม้ตามร่างกาย   
     สาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้ น้ำร้อนลวก การเกิดไฟไหม้ น้ำร้อนลวกมีสาเหตุดังนี้

     1. ความประมาทเลินเล่อ มักเกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่ที่ยังดับไม่สนิท ลงในตะกร้าทิ้งเศษกระดาษ การใช้ไม้ขีดไฟแล้วปิดกลักไม่สนิท การจุดธูปเทียนไหว้พระแล้วปล่อยทิ้งไว้ การใช้วัตถุไวไฟ เช่น ทินเนอร์ เบนซิน นำยาซักแห้ง ใกล้ไฟ
     2. การขาดความรู้ และไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ในการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ  รวมทั้ง การใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไป การใช้ไฟหลายทางพร้อมๆ กันจากสายไฟเส้นเดียว หรือใช้เต้าเสียบเดียว กับปลั๊กเสียบหลายตัว ซึ่งอาจทำให้กระแสไฟฟ้า ที่ไหลผ่านเกินกำลัง ไฟฟ้าช็อต หรือไฟฟ้าลัดวงจรได้
     3. ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  การที่เด็กดึงผ้าปูโต๊ะที่วางกระติกน้ำร้อน ทำให้กระติกน้ำร้อนหล่อนลงมา และน้ำร้อนลวกได้ การที่เด็กใช้วัสดุหรือนิ้วมือแหย่ปลั๊กไฟ การที่เด็กเอามือไปแตะที่กาน้ำร้อน หรือของร้อน ที่วางไว้ใกล้มือ การเล่นไม้ขีดไฟ ไฟแช็ก ในเด็กๆ การใช้เบนซินหรือน้ำมันก๊าดสำหรับก่อไฟ ในการหุงต้ม
     4. อุบัติเหตุต่างๆ ได้แก่ อุบัติเหตุจาการแตกรั่วของท่อแก๊สหุงต้มอาหาร อุบัติเหตุจาการใช้ไฟฟ้า เช่น  การลัดวงจร การใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง ทำให้ไฟช็อด อุบัติเหตุจากลูกไฟจากปล่องไฟของโรงงานลอบไปตกบนสิ่ง ที่เป็นเชื้อเพลิง

     5. ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า ในขณะที่พายุหรือฝนตกหนัก หากไม่มีสายล่อฟ้าที่ถูกต้อง ก็จะเกิดไฟไหม้ได้ หรือ การสันดาปของสารเคมีบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัสเหลือง ฟอสฟอรัสขาว ที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ
     6. สาเหตุอื่นๆ เช่น การวางเพลิง การวางระเบิด การติดต่อลุกลามจากไฟไหม้บริเวณใกล้เคียง เป็นต้น
     การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก การป้องกันอุบัติเหตุจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีดังนี้
     1. การรู้จักระมัดระวังไม่ประมาท เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ต้องดับให้สนิทเสียก่อน เก็บวัตถุไวไฟในที่ปลอดภัย ห่างจากเปลวไฟ หรือห้องครัว ไม่สูบบุหรี่ที่เตียงนอน ไม่จุดธูปเทียนไหว้พระทิ้งไว้ ห้ามเด็กเล่นไฟ จุดพลุหรือจุดดอกไม้ไฟเล่น และตรวจสภาพเตาแก๊ส และถังแก๊สอยู่เสมอ
     2. การศึกษาหาความรู้  ปฏิบัติตามคำแนะนำ ในการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างเคร่งครัด เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีขนาดเหมาะสมกับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ หมั่นตรวจตรา อุปกรณ์ไฟฟ้า และสายไฟฟ้า ให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ หากชำรุดต้องรีบเปลี่ยนทันที อย่าใช้ไฟฟ้า มากเกินขนาดของสายไฟฟ้าที่มีอยู่ และอย่าใช้เต้าเสียบตัวเดียว กับปลั๊กเสียบหลายตัว เพราะกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเต้าเสียบมาก สายไฟจะร้อนจัด และลุกไหม้ได้ นอกจากนั้น เวลาที่จะต่อสายไฟฟ้า หรือเดินสายไฟฟ้าหรือทำการต่อฟิวส์ จะต้องยกสะพานไฟก่อนทุกครั้ง หรือหากไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอ ควรให้ช่างไฟฟ้าเป็นผู้ซ่อมแซมแก้ไข
     3. การให้คำแนะนำ บอกหรืออบรมสั่งสอนสมาชิกในบ้าน ให้รู้จักปฏิบัติตนเพื่อให้ปลอดภัย เช่น แนะนำให้จับตัวปลั๊ก เมื่อจะเสียบหรือถอดปลั๊กไฟ อย่าใช้การดึงหรือกระชากสายไฟ อย่าตอกตะปูทับสายไฟฟ้า หรืออย่าขึงลวดราวตากผ้าทับสายไฟฟ้า เวลาที่มือหรือเท้าเปียกชื้นหรือพื้นที่บริเวณเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นชื้นแฉะ หรือเครื่องไฟฟ้าที่ต้องการใช้นั้นเปียกน้ำ ต้องงดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดทันที เพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้า ได้ดีมากและไม่ควรเล่นว่าวใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง รวมทั้งไม่ใช้ไฟฟ้าจับปลาเด็ดขาด เพราะอาจถูกไฟฟ้าดูด เสียชีวิตได้ และผิดกฎหมายด้วย
     4. การติดตั้งและข้อควรระมัดระวังเกี่ยวกับอุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อความปลอดภัย ควรติดตั้งเต้าเสียบ ให้สูงกว่าพื้นไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กเอานิ้วแหย่เล่น หรือใช้โลหะไชเข้าไป ควรต่อสายลงดินสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ใช้สวิตซ์เต้าเสียบ และขั้วหลอดไฟฟ้าชนิดที่มีฉนวนหุ้มมิดชิด เลือกใช้ฟิวส์ที่มีขนาดเหมาะกับ วงจรไฟฟ้าที่ใช้เท่านั้น และไม่ใช้ลวดทองแทนฟิวส์เป็นอันขาด ในการตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทตู้เย็น หรือโทรทัศน์ ควรตั้งให้ตู้ห่างฝา เกิน 10 เซนติเมตร และไม่ควรวางเศษผ้า เศษกระดาษ หรือขยะไว้ด้านหลังเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อจะได้ ระบายความร้อนได้สะดวก ไม่เปลืองไฟฟ้า และป้องกันการลุกไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้  นอกจากนี้ ไม่ควรติดตั้งสวิตซ์ไฟฟ้า เต้าเสียบ หรือนำเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ไม่มีเครื่องป้องกันอย่างเพียงพอ ไว้ภายในห้องน้ำ เพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าได้ดี และไม่ควรติดตั้งสาย และอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้กับตู้เลี้ยงปลาด้วย เพราะอาจรั่วได้ หากติดตั้งไม่ถูกต้อง และใช้ไม่เหมาะสม ถ้าต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้า นำปั๊มลมมาใช้ควรต่อครอบโลหะลงดิน
   สำหรับการป้องกันเพลิงไหม้จากไฟฟ้า ซึ่งแผนดับเพลิงพิทักษ์ประชา’29 ได้แนะนำไว้มีดังนี้
1.      อย่าใช้ลวดทองแดงแทนฟิวส์
2.      อย่าใช้ฟิวส์ผิดขนาด ไปจากมาตรฐานที่การไฟฟ้ากำหนด
3.      อย่าใช้ไฟฟ้าเกินขนาดของสายไฟ
4.      อย่าใช้กระดาทำโคมไฟ
5.      อย่าเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ เมื่อเลิกใช้ควรถอดออกทุกครั้ง
6.      อย่าต่อปลั๊กไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ ชนิด ในปลั๊กเดียวกัน
7.      อย่าเดินสายไฟลอดใต้เสื่อหรือพรม
8.      อย่านำวัตถุไวไฟใกล้กับแผงสวิทซ์ไฟฟ้า
9.      ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามคำแนะนำของผู้ผลิต
10. ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ได้มาตรฐานของสำนักงานมาตรฐาน กระทรวงอุตสาหกรรม
11. ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนด้วยความระมัดระวัง
12. ควรมีระบบตัดไฟ เพื่อป้องกันไฟฟ้าซ๊อดหรือรั่ว
     ก่อนออกจากบ้าน หรือ ก่อนเข้านอนทุกคืนควรตรวจดูให้ดีเสียก่อน
1.      ธูปเทียนที่จุดเอาไว้
2.      เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า
3.      เตาแก๊ส
4.      ก้นบุหรี่
(ท่านได้จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง)
    5. การติดตั้งเครื่องตัดไฟ เครื่องมือตรวจจับความร้อน และควันไฟ (Home Smoke Detectors) ระบบเตือนไฟไหม้ (Fire Warning System) และเครื่องดับเพลิงภายในบ้าน ควรติดตั้งเครื่องป้องกัน อันตรายต่างๆ ไว้ภายในบ้าน เครื่องตัดไฟจะช่วยตัดไฟเมื่อเกิดไฟดูด ไฟรั่ว ไฟช๊อตหรือใช้ไฟมากเกินไฟ ส่วนเครื่องเตือนกลิ่นควันไฟ และระบบเดือนไฟไหม้ ้จะช่วยให้ทราบเร็วขึ้นว่า เกิดการลุกไหม้ภายในบ้านแล้ว สมาชิกทุกคนในบ้านจะได้เตรียมพร้อมเพื่อแก้ปัญหา และหาทางออก จากที่เกิดเหตุได้โดยรวดเร็ว สำหรับเครื่องดับเพลิงนั้น ควรจัดให้มีเครื่องดับเพลิง ชนิดผงเคมีแห้ง เพราะใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท และใช้ในการดับเพลิงขั้นต้น จากกระแสไฟฟ้า ซึ่งต้องหมั่นตรวจสภาพให้พร้อม ที่จะใช้ได้ทันทีอยู่เสมอ
     อย่างไรก็ตาม พึงระลึกเสมอว่าเครื่องป้องกันอันตรายต่างๆ มิใช่บ่งบอกว่า จะไม่เกิดอัคคีภัยเสมอไป สมาชิกทุกคนในบ้านจะต้องรู้จักระมัดระวังอันตราย และตรวจสอบเครื่องป้องกันอันตราย และเครื่องเตือนภัยด้วย ความสุขและความปลอดภัยจึงจะบังเกิดขึ้น

     ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้ มีดังนี้

     1. ให้แจ้งข่าวเพลิงไหม้ทันที ต่อหน่วยดับเพลิงที่อยู่ใกล้บริเวณเกิดเหตุมากที่สุด (สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ 199 191 หรือ 123)
     2. ควรดับเพลิงด้วยเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง เพราะใช้ดับเพลิงได้ทุกประเภท
    หากไม่สามารถดับเพลิงขั้นต้นได้ ให้รีบปิดประตูห้อง หรือหน้าต่าง และอุดท่อต่างๆ ซึ่งจะทำให้ไฟลุกลามช้าลงไฟ จากนั้นให้รีบหาทางออก จากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นอาคารสูง ให้หนีลงทางบันไดหนีไฟ อย่าใช้ลิฟท์เป็นอันขาด เพราะเมื่อไฟฟ้าดังจะติดอยู่ในลิฟท์นั้น

สมรรถภาพทางกาย

ความหมายของสมรรถภาพทางกาย

        คำว่า ” สมรรถภาพทางกาย ” มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความหมายกันไว้อย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า สมรรถภาพทางกาย หมายถึงความสามารถของบุคคล ในอันที่จะใช้ระบบต่างๆของร่างกายประกอบกิจกรรมใดๆอันเกี่ยวกับการแสดงออก ซึ่งความสามารถทางร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ได้อย่างหนักติดต่อกัน โดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้รากฎและสามารถฟื้นตัวสู่สภาพปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย
        ในช่วงชีวิตมนุษย์เราทุกคน มีความปรารถนาอยากให้ตนเองมีสุขภาพพลานามัยเเข็งเเรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง เหมือนดั่งคำกล่าวทางศาสนาที่ว่าไว้ คือ “ อโรคยาปรมา ลาภา “ แปลว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ สิ่งที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราทุกคน แต่จะทำอย่างไรเราจึงจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีอย่างที่ตั้งความหวังเอาไว้ซึ่งจะเเสดงออกมาโดยดูจากเเนวทางการปฏิบัติตนของเเต่ละบุคคล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวบ้างก็พยายามรักษาความสะอาดของร่างกายสิ่งของเครื่องใช้ บ้างก็เลือกรับประทานอาหารที่ดี หรือ ให้ประโยชน์ ตามทัศนะของตน บ้างก็เน้นเรื่องการนอนหลับพักผ่อน บ้างก็เลือกการอาศัยอยู่ในห้องที่มีสภาพเเวดล้อมที่เหมาะสม บ้างก็หมั่นไปตรวจสุขภาพ หรือปรึกษาเเพทย์เป็นประจำ และบ้างก็หาเวลาว่างในการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เเล้วเเต่ภูมิหลังของเเต่ละบุคคลไปเเต่ทุกคนก็จะมุ่งไปที่เป้าหมายเรื่องเดียวกันคือ ทำอย่างไรจะให้ตนเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีสุขภาพร่างกายที่เเข็งเเรงสมบูรณ์ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐานหลายด้าน เช่น สภาพทางร่างกาย สภาวะทางโภชนาการ สุขนิสัยและสุขปฏิบัติ สภาวะทางจิตใจ สติปัญญา เเละสภาวะทางอารมณ์ที่สดชื่นเเจ่มใส ซึ่งความสัมพันธ์ของร่างกายเเละจิตใจนี้ นักพลศึกษาได้มีคำกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ สุขภาพจิตที่เเจ่มใส อยู่ในร่างกายที่เเข็งเเรง “ หมายความว่า การที่บุคคลจะมีสุขภาพที่สดชื่นเเจ่มใสได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีร่างกายเเข็งแรงสมบูรณ์ด้วย
        สมรรถภาพทางกายที่ดี เมื่อรวมเข้ากับการมีสุขภาพจิตที่ปกติ มีการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายที่เป็นปกติตลอดจนทรรศนะของบุคคลทางด้านคุณธรรม หรือศีลธรรมอันดีงาม จะเป็นผลรวมให้ตัวบุคคลผู้นั้นเป็นประชากรที่มีคุณภาพ เป็นที่พึงปรารถนาของสังคมและประเทศชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคลทุกระดับเราสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า การมีสมรรถภาพทางกายที่ดีจะช่วยให้เกิดผล 3 ด้าน ได้เเก่
1. ผลต่อสุขภาพทางร่างกาย
Ø ระบบหัวใจเเละการไหลเวียนโลหิต - หัวใจมีขนาดใหญ่ขึ้น ปริมาณการสูบฉีดโลหิตมีมากขึ้น - กล้ามเนื้อหัวใจมีความเเข็งเเรงมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น - อัตราการเต้นของหัวใจหรืออัตราชีพจรต่ำลง - หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นตัวดี – ปริมาณของเม็ดเลือดและสารฮีโมโกลบินเพิ่มมากขึ้น
Ø  ระบบการหายใจ - ทรวงอกขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจทำงานดีขึ้น - ความจุปอดเพิ่มขึ้นเนื่องจากปอดขยายใหญ่ขึ้น การฟอกเลือดทำได้ดีขึ้น - อัตราการหายใจต่ำลง เนื่องจากปอดมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
Ø ระบบกล้ามเนื้อ - กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะมีโปรตีนในกล้ามเนื้อมากขึ้นเส้นใยกล้ามเนื้อโตขึ้น - การกระจายของหลอดเลือดฝอยในกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อสามารถทำงาน ได้นาน หรือมีความทนทานมากขึ้น
Ø ระบบประสาทงานเกิดดุลยภาพ ทำให้การปรับตัวของอวัยวะต่างๆ ทำได้เร็วกว่าการรับรู้สิ่งเร้า การตอบสนองทำได้รวดเร็วและแม่นยำ
Ø ระบบต่อมไร้ท่อ  การทำงานของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน ซึ่งทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นปกติ และมีประสิทธิภาพ เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต และต่อมในตับอ่อนเป็นต้น
Ø ระบบต่อมอาหารและการขับถ่าย  สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การผลิตพลังงานและการขับถ่ายของเสียเป็นไปได้ด้วยดี
Ø รูปร่างทรวดทรงดี มีการทรงตัวดี บุคลิกภาพและอิริยาบถในการเคลื่อนไหวสง่างามเป็นที่ประทับใจเเก่ผู้พบเห็น
Ø มีภูมิต้านทานโรคสูง ไม่มีการเจ็บป่วยง่าย ช่วยให้อายุยืนยาว
Ø มีสุขภาพจิตดี สามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่สร้างความกดดันทางอารมณ์ได้ดี ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ดีมีความสดชื่นร่าเริงอยู่เสมอ
2.ผลต่อครอบครัวของสมรรถภาพทางกาย
        จากการที่สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ที่มีสมรรถภาพทางกายดี เป็นผลทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น เป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่ละคนต่างทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล อันจะเป็นการช่วยเพิ่มฐานะทางครอบครัวได้เป็นอย่างดี ครอบครัวจะมีความสุข
3.ผลต่อสังคมประเทศชาติของสมรรถภาพทางกาย
        เมื่อบุคคลในชาติเป็นผู้มีสมรรถภาพทางกายดี ร่างกายแข็งเเรงสมบูรณ์ สามารถประกอบอาชีพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตของชาติก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ประเทศชาติก็เจริญก้าวหน้า การพัฒนาประเทศก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ประเทศมั่นคง อีกด้านหนึ่งถ้าประชาชนมีประสิทธิภาพทางกายดีประกอบกับมีความสามารถทางด้านกีฬา เมื่อมีการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ ยังจะสามารถมีโอกาสได้รับชัยชนะ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติได้อีกทางหนึ่งด้วยองค์ประกอบสมรรถภาพทางกาย
องค์ประกอบของสมรรถภาพทางกาย
        องค์การอนามัยโลก ได้ให้ความหมายว่า สมรรถภาพทางกายเป็นความสามารถหรือประสิทธิภาพการแสดงออกของร่างกายสูงสุด โดยมีองค์ประกอบต่อไปนี้
1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength
)
2.ความอดทน(Endurance) แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
 2.1ความอดทนของกล้ามเนื้อเฉพาะที่ 
2.2 ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดการหายใจ
3. ความเร็วของกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนอง (Speed and Reaction time)
4. กล้ามเนื้อมีพลังและอำนาจการบังคับตัวดี (Muscular power)
5. ความยืดหยุ่นตัว (Flexibility) ของข้อต่อดี
6. มีความคล่องแคล่วว่องไว (Argillite)
7. มีความสามารถในการทรงตัวดี (Balance) ได้แก่

7.1 การทรงตัวขณะที่ร่างกายอยู่กับที่
7.2 การทรงตัวขณะที่ร่างกายเคลื่อนที่
8. การทำงานประสานกันดีระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Coordination)
3.การเสริมสร้างของสมรรถภาพทางกาย
        การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายเป็นการปรับปรุงสภาวะของร่างกายให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่สูง และมีการประสานงานกันของระบบต่างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี
        วิธีการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย คือ การออกกำลังกายนั่นเอง เเต่การที่สมรรถภาพทางกายจะดีหรือไม่เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับโปรแกรมการฝึก ซึ่งจะต้องจัดให้สอดคล้องกับความต้องการว่า ต้องการจะเสริมสร้างส่วนไหน โปรแกรมการฝึกที่ดี จะต้องคำนึงถึงความถี่ในการฝึก ปริมาณของการออกกำลังกาย ชนิดของการออกกำลังกาย การบริโภคอาหาร การผักผ่อน อุปนิสัยในชีวิตประจำวัน และธรรมชาติของผู้ฝึกเป็นต้น

อิทธิพลของสื่อโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อการเลือกบริโภค

ความหมาย
การโฆษณา หมายถึง การกระทำไม่ว่าวีใดๆเพื่อให้ประชาชนเห็นหรือรับทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในการค้า
สื่อโฆษณา  หมายถึง สิ่งที่ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา เช่น หนังสื่อพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ป้ายโปสเตอร์  หรือกล่าวได้ว่า การโฆษณา คือการเผยแพร่ ชักจูงในเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การผลิตด้วยข้อความที่ดยการผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยในการจำหน่ายสินค้า ไปถึงมือผู้บริโภคโดยเร็ว
          วัตถุประสงค์ของการโฆษณา
1.      แนะนำสินค้า  หรือบริการ ให้เป็นที่รู้จักเผยแพร่ และส่งเสริมการขายสินค้านั้น
2.      เพื่อทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นว่าการพัฒนาไปอย่างไร
3.      เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดความต้องการใช้สินค้านั้นๆ
4.      เพื่อแสวงหาการจำหน่าย หรือคงรักษา และเพิ่มยอดในการจำหน่ายและบริการ
ในสภาพสังคมปัจจุบันผู้บริโภคล้วนตกอยู่ในภายใต้ของการโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นป้าย และอื่น ๆ ซึ่งมีข้อความหรือคำพูดหรือการแสดงด้วยการชักจูง ถ้าการโฆษณาไม่เกินความเป็นจริง มีความเป็นธรรมกับผู้บริโภค ก็นับว่าเป็นประโยชน์ เพราะจะเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภครู้จักสินค้าและสามารถเลือกในการตัดสินใจเลือดสินค้าได้อย่างถูกต้อง
สื่อโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อการเลือกบริโภค
          การโฆษณาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ จะมีการนำเสนอตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม
1.      กลุ่มผู้บริโภคตามเศรษฐกิจและสังคม เช่น ตามเพศ ตามระดับการศึกษา ตามวัย
2.      กลุ่มผู้บริโภคตามด้านจิตวิทยาและสังคม เช่น ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจซื้อสินค้าที่มีราคาสูง คุณภาพดี ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจเลือกซื้อสินค้าคุณภาพปานกลางราคาถูก
3.      กลุ่มผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั้นเป็นประจำ


กลไกของการโฆษณาชักจูง
ผู้บริโภคควรมีความรู้เกี่ยวกับกลไกของการโฆษณาชักจูง และนำมาวิเคราะห์ ไตร่ตรองไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการโฆษณา ดังนี้
1.      การโฆษณาเป็นการกระตุ้นความต้องการของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด การโฆษณาเปรียบเสมือนแรงในการกระตุ้นความต้องการมากขึ้น โดยสร้างจูงใจให้ผู้บริโภคเกิดความอ่อนไหว เชื่อว่าสินค้านั้นดีที่สุดเหมาะสมกับตนเองจนอาจไม่คำนึงถึงราคาและความจำเป็น
2.      การโฆษณาเป็นการป้อนข้อมูล มนุษย์สามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน ดังนั้น การโฆษณาจึงชักจูงให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อและจดจำง่าย ดังเช่นการติดตั้งป้ายโฆษณาให้เห็นง่าย คำที่ใช้โฆษณาง่ายๆ สั้น ๆ ทำให้จำได้ง่าย
3.      การโฆษณาเป็นการกระตุ้นให้ยอมรับผ่านกลุ่มต่าง ๆ จนผู้บริโภคมักจะเกิดแนวคิดความเชื่อตามกลุ่มสังคม การพูดจาหว่านล้อมจากบุคคลใกล้ชิด
กลไกการโฆษณาที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการโฆษณาทั้งสิ้น ดังนั้นผู้บริโภคต้องมีหลักในการเลือกบริโภคที่ฉลาด เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของการบริโภคที่ผิด ๆ
ข้อควรปฏิบัติหลังจากซื้อสินค้าและบริการ
          ผู้บริโภค ควรเก็บรักษาหลักฐานต่าง ๆ ที่แสดงถึงการถูกละเมิดสิทธิของผู้บริโภคไว้เรียกร้องสิทธิของตนเอง เช่น สินค้าที่แสดงว่ามีปริมาณหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ หรือเกิดความสกปรก มีสิ่งแปลกปลอมปน มีพิษภัยก่อเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ควรจำสถานที่ซื้อหรือเก็บใบเสร็จรับเงิน เก็บเอกสาร การโฆษณาไว้เพื่อประกอบการร้องเรียน เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการดำเนินการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากำกับดูแลหรือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
หนังสืออ้างอิง
อุทัย สงวนพงศ์ และคณะ. 2551. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา
และพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. กรุงเทพฯ: บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตำแหน่งหน้าที่ของผู้เล่น

การเล่นบาสเกตบอลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายป้องกันก็ตาม ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในการเล่นได้ทุกตำแหน่งหน้าที่ จึงจะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ในการเล่นบาสเกตบอลเป็นทีม จะประกอบด้วยผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน แต่ละฝ่ายจะมีผู้เล่นตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ ตลอดจนคุณลักษณะเฉพาะตำแหน่ง ดังนี้
1.             ผู้เล่นหน้าซ้าย หรือเรียกว่าปีกซ้าย (Left Forward) เป็นผู้เล่นที่มีหน้าที่สำคัญที่สุด คือการรุกควรมีคุณสมบัติเป็นผู้เล่นที่มีความเร็วสูง มีความคล่องตัวดี มีทักษะต่างๆในการเล่นดี สามารถยิงประตูแบบต่างๆได้ดีแม่นยำ ส่วนใหญ่ถนัดการเล่นด้านซ้ายมากกว่าขวา
2.             ผู้เล่นหน้าขวา หรือเรียกว่าปีกขวา (Right Forward) มีหน้าที่และคุณสมบัติเหมือนหน้าซ้าย แต่ส่วนใหญ่ถนัดการเล่นด้านขวามากกว่าซ้าย
3.             ผู้เล่นหลังซ้าย หรือเรียกว่าการ์ดซ้าย (Left Guard) เป็นผู้เล่นที่มีหน้าที่สำคัญที่สุด คือการป้องกันและเปิดเกมรุก ควรมีคุณสมบัติในการนำลูกขึ้นแดนหน้า เพื่อเปิดเกมรุกอย่างรวดเร็ว ทั้งรับและส่งลูก สามารถเลี้ยงลูกได้ดี ยิงประตูระยะไกลได้แม่นยำ กระโดดแย่งบอลได้ดี ควรมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าผู้เล่นหน้ามีความถนัดการเล่นด้านซ้ายมากกว่าขวา
4.             ผู้เล่นหลังขวา หรือเรียกว่าการ์ดขวา (Right Guard) มีหน้าที่และคุณสมบัติเหมือนการ์ดซ้าย แต่ส่วนใหญ่ถนัดการเล่นด้านขวามากกว่าซ้าย
5.             ผู้เล่นกลาง หรือเรียกว่าเซ็นเตอร์ (Center) เป็นผู้เล่นที่มีการเล่นลูกบอลบริเวณพื้นที่ใต้ห่วงประตูมากที่สุด ทั้งการรุกและป้องกัน ควรมีลักษณะสูงใหญ่ มีการหมุนตัวและสามารถยิงประตูในพื้นที่ใต้ห่วงประตูได้แม่นยำ สามารถกระโดดแย่งบอลได้ดี
วิธีการป้องกัน
ในการเล่นบาสเกตบอลทีม ทีมใดที่มีการป้องกันที่ดี ย่อมส่งผลถึงการได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามในระหว่างการเล่น ทีมป้องกันอาศัยทักษะการป้องกันส่วนบุคคล การประสานงานภายในทีมตามรูปแบบที่กำหนดไว้ จะทำในทีมประสบความสำเร็จได้ การป้องกันพื้นฐานแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การป้องกันเป็นเขตหรือโซน (Zone Defense) และ การป้องกันแบบคนต่อคน (Man to Man Defense) จากพื้นฐานนี้มีผู้คิดรูปแบบการป้องกันสรุปได้ เป็นแบบที่ 3 คือการป้องกันแบบผสม
1.             การป้องกันเป็นเขตหรือโซน (Zone Defense) หมายถึงการป้องกันที่มีการแบ่งเนื้อที่หรือพื้นที่ให้ผู้เล่นในทีมรับผิดชอบ ในการควบคุมและป้องกันภายในพื้นที่ของตนเองให้ดีที่สุด สายตาจะต้องจับอยู่ที่ลูกบอลตลอดเวลา การป้องกันแบบโซนนี้มีอยู่หลายวิธี คือ
1.1      การตั้งโซนแบบ 2-1-2 คือ การตั้งรับผู้เล่นอยู่หน้า 2 คนอยู่กลาง 1คน และอยู่หลัง 2 คนทำหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ของตน
ข้อดีของการตั้งโซนแบบ 2-1-2
1.             ช่วยป้องกันการยิงประตูระยะใกล้ได้ดี
2.             สามารถป้องกันการรุกแบบลักไก่ได้ดี
3.             ช่วยให้ได้เปรียบในการรับลูกกระดอนจากกระดานหลังได้ดี
4.             ช่วยป้องกันพื้นที่บริเวณใกล้ห่วงประตูได้อย่างแน่นอนและมีประสิทธิภาพ
ข้อเสียของการตั้งโซนแบบ 2-1-2
1.             ไม่สามารถป้องกันการยิงประตูระยะไกลได้
2.             ไม่สามารถป้องกันพื้นที่มุมสนามหรือนอกเขตโทษทั้งสองด้านได้
3.             ไม่สามารถป้องกันบริเวณเหนือเส้นโทษได้ดีเท่าที่ควร

1.2      การตั้งโซนแบบ 1-3-1 การตั้งรับผู้เล่นอยู่หน้า 1 คนอยู่กลาง 3คน และอยู่หลัง 1 คนทำหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ของตน
ข้อดีของการตั้งโซนแบบ 1-3-1
1.             ช่วยควบคุมและป้องกันพื้นที่บริเวณโยนโทษได้ดี
2.             ช่วยป้องกันพื้นที่ได้กว้างกว่า
3.             ช่วยควบคุมการรุกของฝ่ายรุกบริเวณเหนือเขตโทษและนอกเขตโทษด้านข้างได้ดี
4.             ช่วยป้องกันบริเวณแดนหลังได้ดี
ข้อเสียของการตั้งโซนแบบ 1-3-1
1.             ไม่สามารถป้องกันการรุกแบบลักไก่ได้ดีเท่าที่ควร
2.             ไม่สามารถป้องกันการยิงประตูจากบริเวณมุมสนามทั้งสองข้างได้
3.             ไม่มีผู้เล่นที่สามารถเล่นลูกบอลที่กระดอนจากแดนหลัง
4.             บริเวณใกล้ห่วงประตูและเส้นหลังมีที่ว่างมาก

1.3      การตั้งโซนแบบ 1-2-2 การตั้งรับผู้เล่นอยู่หน้า 1 คนอยู่กลาง 2 คน และอยู่หลัง 2 คนทำหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ของตน
ข้อดีของการตั้งโซนแบบ 1-2-2
1.             ช่วยป้องกันการยิงประตูระยะไกลได้ดี
2.             ช่วยให้สามารถเปิดเกมรุกด้วยลูกลักไก่ได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสียของการตั้งโซนแบบ 1-2-2
1.             ไม่สามารถป้องกันการยิงประตูในบริเวณเขตโทษใต้ห่วงได้ เพราะพื้นที่บริเวณกลางเขตโทษจะว่างมาก
2.             ไม่สามารถป้องกันผู้เล่นฝ่ายรุกที่ทะลุผ่านแนวหน้าเข้าไปในเขตโทษได้
3.             ไม่สามารถรับลูกกระดอนจากกระดานหลังได้ดีเท่าที่ควร
2.             การป้องกันแบบคนต่อคน (Man to Man Defense) การป้องกันแบบคนต่อคนหรือตัวต่อตัว คือการป้องกันที่ได้มอบหมายหน้าที่ให้ผู้เล่นแต่ละคนรับผิดชอบในการป้องกันและควบคุมผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเป็นรายบุคคล ผู้เล่นฝ่ายรับจะต้องรับผิดชอบติดตามฝ่ายรุกคนใดคนหนึ่งตลอดเวลาในสนามแข่งขัน เป็นเงาตามตัวเพื่อคอยป้องกัน แบบนี้ผู้เล่นฝ่ายรับต้องมองที่ลูกบอลและคู่ของตัวเองตลอดเวลา
 สรุปหลักการทั่วไปในการป้องกันแบบคนต่อคน
1.             ผู้เล่นจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
2.             ผู้เล่นจะต้องจัดคู่ป้องกันฝ่ายรุกให้สมดุลทั้งรูปร่าง ความสามารถ ตลอดจนความรวดเร็ว คล่องตัวเพื่อที่จะสามารถป้องกันได้
3.             ผู้เล่นจะต้องพยายามจัดลำดับการยืนให้อยู่ระหว่างฝ่ายรุกและห่วงประตูในแนวเส้นตรงเดียวกัน เพราะช่วยป้องกันการยิงประตูได้
4.             ผู้เล่นจะต้องพยายามป้องกันผู้เล่นฝ่ายรุกที่กำลังครอบครองบอลอยู่ไม่ให้มีโอกาสส่งลูก เลี้ยงลูกหรือเข้ายิงประตูได้
5.             ผู้เล่นจะต้องพยายามบังหรือบล็อกฝ่ายรุกไม่ให้รับลูกจากกระดานหลังได้
6.             ผู้เล่นจะต้องระมัดระวังการบังของฝ่ายรุก เมื่อเกิดการบังขึ้น อาจมีการเปลี่ยนคู่ในทันที โดยใช้เสียงบอกเพื่อนตามที่ตกลงกันไว้
7.             ผู้เล่นจะต้องพยายามบีบบังคับรุกรับ-ส่งลูกบอลกันนอกเขตเส้นโยนโทษและพร้อมเสมอที่จะปัดหรือแย่งลูกไว้ในครอบครอง
8.             เมื่อฝ่ายรุกมีการเปลี่ยนตัว ควรให้ผู้เล่นคนเดิมทำหน้าที่ควบคุมหรือป้องกันต่อไป หรืออาจเปลี่ยนคู่ใหม่ให้เหมาะสม
9.             มีไหวพริบและการป้องกันที่ดีในการป้องกัน
10.      การป้องกันแบบคนต่อคนที่ดีที่สุด ควรป้องกันฝ่ายรุกให้ชิดติดแน่นเหมือนกับกาว
ข้อดีของการป้องกันแบบคนต่อคน
1.             ผู้เล่นฝ่ายรับจะสามารถป้องกันไม่ให้ฝ่ายรุกเล่นได้สะดวก
2.             ผู้เล่นฝ่ายรับสามารถจัดคู่ป้องกันฝ่ายรุกได้เหมาะสมตามความสามารถ
3.             ผู้เล่นฝ่ายรับสามารถปรับสภาพการเล่นของฝ่ายรุกให้เข้ากับสภาพที่ตนเองถนัดได้ เช่น ดึงเกมให้ช้าหรือเร็ว
4.             ผู้เล่นฝ่ายรับจะทราบหน้าที่ของตัวเองอย่างแน่นอน สามารถรับผิดชอบหน้าที่อย่างอิสระ
ข้อเสียของการป้องกันแบบคนต่อคน
1.             ผู้เล่นจะต้องมีสภาพร่างกายสูง เพราะจะต้องเคลื่อนที่ติดตามฝ่ายรุกตลอดเวลา
2.             จะทำให้เกิดการฟาวล์ได้ง่าย มีโอกาสเสียลูกโทษมากที่สุด
3.             ผู้เล่นจะถูกบังคับจากฝ่ายรุกได้ง่าย ถ้ามีความคล่องแคล่วว่องไวและมีความสามารถเฉพาะตัวต่ำกว่า
4.             จะต้องอาศัยความสัมพันธ์และการประสานงานของทีมสูงมาก จึงมีโอกาสพลาดได้ง่าย
5.             อาจถูกฝ่ายรุกตอบโต้ด้วยการรุกแบบลักไก่ได้ง่าย
3.             การป้องกันแบบผสมผสาน (Zone and Man to Man Defense) หมายถึงการป้องกันแบบคนต่อคนและแบบโซนผสมกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่จำเป็นในการแข่งขันหรือเล่นทีม
3.1 แบบโซน 4 : คนต่อคน 1 การป้องกันแบบผสม เป็นการป้องกันแบบคนต่อคนและแบบโซนผสมกันเป็นรูปแบบสี่เหลี่ยม และอีก 1 คนป้องกันแบบคนต่อคนกับผู้เล่นฝ่ายรุกที่มีความสามารถในการเปิดเกมรุกได้ดี เช่น สร้างสรรค์เกมรุกได้ดีและยิงประตูแม่นยำ เป็นต้น
3.2 แบบโซน 3 : คนต่อคน 2 การป้องกันแบบผสมโดยจัดทีมป้องกันโซนเป็นรูปสามเหลี่ยมและอีก 2 คนป้องกันแบบคนต่อคนกับผู้เล่นฝ่ายรุกที่มีความสามารถในการเปิดเกมรุกได้ดี
วิธีการบุก
1.             การรุกเร็วหรือการลักไก่ (Fast Break Attack) ใช้ในโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามที่ไปตั้งรับไม่ทัน อาศัยทักษะเฉพาะตัวและการประสานงานในทีม พาลูกทีมไปยิงประตูฝ่ายตรงข้ามได้อย่างรวดเร็ว การรุกแบบรวดเร็วสนามจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่ากัน ตามแนวขนานกับเส้นข้างตั้งฉากกับเส้นหลัง (เพื่อแบ่งทิศทางและหน้าที่ในการรุกสามารถรุกได้ดีทีเดียวพร้อมกันทั้ง 3 ทาง) เนื่องจากการรุกเร้วสามารถรุกเข้าห่วงประตูทั้ง 3 ส่วนของสนามพร้อมกันในเวลาเดียวกัน จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามป้องกันได้ยากขึ้น การรุกเร็วมีวิธีการเล่นได้หลายรูปแบบ แต่จะขอกล่าวเพียงบางส่วน เช่น การรุกเร็วหลังการป้องกันโดยผู้เล่นตำแหน่งต่างๆ ที่รับลูกได้ ดังนี้
                        การเล่นรุกเร็ว ถ้าผู้เล่นตำแหน่งการ์ดรับลูกบอลได้ เมื่อการ์ด 3 รับลูกได้ทุกตำแหน่งต้องวิ่งประสานงานทันที หมายเลข  1 วิ่งออกด้านข้างสนามด้านซ้ายเพื่อรอรับลูกจากการ์ด 3 หมายเลข 2 วิ่งตัดขึ้นแนวกลางสนาม หมายเลข 4 วิ่งออกด้านขวาไปยังประตูฝ่ายตรงข้าม หมายเลข 5 วิ่งออกด้านซ้ายเข้าใกล้เส้นประตู หมายเลข 2 พร้อมเลี้ยงลูกเข้ายิงกลางประตูหรือพร้อมส่งให้หมายเลข 5 หรือ 4 จะเห็นว่าสามารถรุกทันทีทั้ง 3 ทางในเวลาเดียวกัน
                        การเล่นรุกเร็ว ถ้าผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์รับลูกบอลได้ เมื่อผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์หมายเลข 5 รับลูกบอลได้ หมายเลข 1 และ 2 จะต้องกลับมาตรงส่วนกลาง รอรับจากการส่งบอลของหมายเลข 1 ต่อเพื่อเลี้ยงลูกเข้ายิงประตู หรือส่งลูกต่อให้หมายเลข 3 หรือ 4 ที่วิ่งไปรอรับตั้งเซนเตอร์รับลูกได้แล้วเพื่อยิงประตู
                        การเล่นรุกเร็ว ถ้าผู้เล่นตำแหน่งปีกรับลูกบอลได้ เมื่อปีกหมายเลข 2 รับลูกบอลได้ส่งให้ปีกหมายเลข 2 ซึ่งวิ่งมารับลูกตรงส่วนกลางเลี้ยงลูกเข้าไปใกล้เส้นโทษ เพื่อยิงประตูหรือส่งลูก หมายเลข 5 วิ่งไปข้างสนามด้านซ้าย หมายเลข 2 วิ่งไปข้างสนามด้านขวา พร้อมยิงประตูทั้ง 2 และ 5
2.             การรุกช้า (Slow or deliberate Attack) การรุกช้าเป็นยุทธวิธีอีกวิธีหนึ่ง ที่ใช้กรณีฝ่ายตรงข้ามสามารถถอยป้องกันได้ทัน ทำให้ความสามารถในการพาลูกบอลเข้าไปยิงประตูฝ่ายตรงข้ามช้าลงหรือยากขึ้น จึงจำเป็นต้องหารูปแบบยุทธวิธีในการรุก โดยสังเกตจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามในการป้องกัน เพื่อนำรูปแบบของการรุกของทีมมาใช้อย่างเหมาะสม การรุกช้ามีรูปแบบหลายรูปแบบ แต่เพื่อความเหมาะสมทั้งความพร้อม ความสามารถ และระยะเวลาการฝึกซ้อมของนักเรียน ในระดับนี้เพียงบางส่วน
                        การรุกแบบ 2-3
การรุกแบบ 2-3 คือการรุกที่มีผู้เล่น 2 คน กระจายอยู่บริเวณใกล้ห่วงประตู ส่วนผู้เล่นอีก 3 คน กระจายรับผิดชอบบริเวณครึ่งวงกลมที่เขตยิงโทษในเนื้อที่เท่าๆกัน
                        การรุกแบบ 1-3-1
การรุกแบบ 1-3-1 คือ การมีผู้เล่น 1 คนรับผิดชอบบริเวณใกล้ห่วงประตู และผู้เล่นอีก 1 คนอยู่ด้านนอก ส่วนผู้เล่นอีก 3 คน กระจายรับผิดชอบบริเวณตรงกลาง ปัจจุบันการรุกแบบนี้นิยมใช้กันมาก ถ้ามีการประสานงานในระหว่างการเล่นของทีมที่ดี จะทำให้ผู้เล่นในทีมสามารถมีโอกาสทำประตูได้ทุกระยะ ยากต่อการป้องกัน
                        การรุกแบบคนต่อคน (Man to Man Attack) เป็นการรุกเมื่อฝ่ายตรงข้ามป้องกันแบบคนต่อคน โดยยึดหลักดังนี้
1)            ใช้ความสามารถทักษะเฉพาะตัวสูงเล่นกับฝ่ายป้องกันที่ด้อยกว่า
2)            ใช้กลยุทธ์ในการบังเพื่อให้ตนมีโอกาสยิงประตู
การเล่นทีมบาสเกตบอล เป็นการฝึกให้นักเรียนสามารถนำทักษะต่างๆที่ได้เรียนมาทำหน้าที่การเป็นผู้เล่นฝ่ายรุกและฝ่ายป้องกัน ซึ่งการเล่นบาสเกตบอลยังช่วยให้นักเรียนรู้จักการสร้างสัมพันธ์ในทีม อันก่อให้เกิดความสามัคคี ความรับผิดชอบในหน้าที่ ตลอดจนการมีคุณลักษณะการเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามที่ดี รู้จักการใช้บาสเกตบอลเพื่อเป็นสื่อในการออกกำลังกาย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป